ทำไมคนถึงนิยมพรีออเดอร์จีน

0 Comments
พรีออเดอร์จีน

การพรีออเดอร์จีน ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักอย่างมากในปัจจุบัน ดังเช่นเราจะเห็นการซื้อขายผ่านเว็บไซต์หรือแอพฯต่างๆ ที่มีการระบุว่าพรีออเดอร์จีน ซึ่งสินค้าเหล่านั้นก็อาจจะใช้เวลาในการสั่งซื้อสักหน่อย แต่ก็มีร้านค้าไม่น้อยที่มีการพรีออเดอร์จีนมาขายอยู่เสมอ หลายคนที่สนใจอยากจะเพิ่มรายได้ก็หันมาพรีออเดอร์จีนกันมากขึ้น วันนี้มาดูถึงเหตุผลกันว่าทำไมคนถึงนิยมพรีออเดอร์จีน 1.สินค้าหลากหลาย ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ไม่ว่าคุณจะต้องการอะไรสินค้าจากจีนมีขายเกือบทั้งหมด เพราะเป็นแหล่งผลิตสินค้ารายใหญ่ ที่มีการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก ทั้งเสื้อผ้า ของใช้ อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ความงามต่างๆ จึงทำให้พ่อค้าแม่ค้าหลายคนเลือกที่จะสั่งของจากจีนมาขายมากกว่าลงทุนผลิตเอง 2.มีกำลังผลิตสูง เพราะจีนเป็นแหล่งผลิตสินค้าขนาดใหญ่และมีหลายแหล่งมากๆ ซึ่งโรงงานเหล่านี้ก็สามารถผลิตสินค้าได้ในปริมาณมาก และยิ่งผลิตมาก ราคาสินค้าก็ยิ่งถูกลง เมื่อต้นทุนต่ำ ก็ยิ่งทำกำไรได้มากเมื่อนำมาจำหน่าย จึงทำให้สินค้าของจีนนั้นมีราคาที่ต่ำเหมาะแก่การลงทุนและมาขายต่อเพื่อให้เกิดกำไร 3.เป็นผู้นำด้านดีไซน์ สิ่งแรกที่จะสามารถดึงดูดใจลูกค้าได้ ก็คงจะเป้นการออกแบบผลิตภัณฑ์และแพ็ตเกจของสินค้า ซึ่งจีนเป็นประเทศที่มีตความเชี่ยวชาญในการออกแบบและสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งนอกจากสินค้าจะเป็นตามเทรนด์แล้วแพ็คเกจก็มีความสวยงามและน่าซื้อเป็นอย่างมาก  4.คุณภาพของสินค้า จากความเชื่อที่บอกต่อกันมาว่าสินค้าจากจีนที่มีราคาถูกเพราะคุณภาพไม่ดี แต่ในปัจจุบันนี้ด้วยโครงสร้างพื้นฐานการผลิตสินค้าคุณภาพสูง ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมานั้นมีคุณภาพไปด้วย และที่มีราคาสินค้าต่ำเพราะว่ามีการจ้างแรงงานที่ราคาไม่แพงมากขึ้น 5.ราคาถูก  ด้วยขั้นตอนของการผลิตที่มีการใช้แรงงานที่รับราคาถูก รวมถึงปัจจัยอื่นๆ จึงทำให้สินค้าของจีนนี้มีราคาที่ต่ำ สามารถจับต้องได้ เหมาะแก่การลงทุนซื้อสินค้าในจำนวนมากๆ แล้วนำมาขายต่อในราคาที่แตกต่างจากเดิมได้ นอกจากราคาถูกแล้ว การสั่งของจากจีนก็ง่ายมๆ เพียงแค่มีระบบอินเตอร์เน็ตก็สามารสั่งของจากจีนได้แล้ว  6.มีวัสดุให้เลือกใช้ได้หลากหลาย ในจีนมีโรงงานผลิตวัสดุมากมาย และเข้าถึงได้ง่าย อีกทั้งยังมีราคาถูกด้วย จึงเป็นอีกเหตุผลหลักที่ทำให้ราคาต้นทุนการผลิตต่ำ จึงช่วยลดต้นทุนผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ จีนยังมีเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย มีการใช้เครื่องจักรอย่างกว้างขวางในการผลิตสินค้า […]


ไม่ต้องพูดเก่ง แค่พูดเป็นก็พอ

0 Comments
ไม่ต้องพูดเก่ง แค่พูดเป็นก็พอ

คำพูด ทุกคนต่างรู้ดีว่าสามารถกำหนดหรือชี้ชะตาชีวิตของใครได้เลย และคำพูดก็เหมือนกับสายน้ำที่เมื่อส่งออกไปแล้วกลับไม่สามารถย้อนกลับมาใหม่ได้ หรือถ้าจะให้พูดสิ่งที่รู้กันอยู่แล้วก็คือเมื่อไหร่ก็ตามที่พูดอะไรออกไปแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เป็นคำพูดแย่ๆ แนะนำว่าคนฟังก็รู้สึกเจ็บปวดหรือรู้สึกเสียใจไปแล้วกับคำพูดเหล่านี้ยากที่จะทำให้ความรู้สึกเหล่านี้กลับมาเหมือนเดิม  ปัญหาคือในยุคปัจจุบันคนเราจำเป็นต้องเข้าสังคมเยอะขึ้น ดังนั้นยิ่งเรื่องของการใช้คำพูดยิ่งจำเป็นต้องระวังมากกว่าเดิมไม่ได้สามารถใช้ได้ตามอิสระตามใจชอบ เพราะบอกเลยว่าแต่ละคนนั้นมาจากการเลี้ยงดูอบรมที่ต่างกัน จึงมีผลต่อการทำความเข้าใจที่ต่างกันด้วย แต่สิ่งเหล่านี้จะแก้ได้ก็ต่อเมื่อรู้จักใช้คำพูด ไม่จำเป็นต้องพูดเก่งแต่เลือกใช้ให้เหมาะสมสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นการพัฒนาทักษะการพูดไปโดยปริยาย  ขยันใฝ่ความอ่อนน้อมถ่อมตน  จะว่าไปแล้วเวลาพูดบางครั้งไม่ใช่เพียงแค่ความหมายหรือการเลือกใช้คำพูดเท่านั้นที่สำคัญ แม้กระทั่งน้ำเสียงเป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงออกไป ซึ่งจะทำให้ผู้ฟังสามารถตัดสินได้ทันทีเลยว่าเป็นคนอย่างไรหรือมีความคิดเป็นแบบไหน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องของการเข้าสังคมการพยายามเน้นน้ำเสียงที่ดูอ่อนโยนรวมถึงพยายามพูดแบบที่ถ่อมตนมากที่สุดไม่พยายามอวดหรือข่มคนอื่น ก็จะลดโอกาสเสี่ยงที่จะสร้างไทยหรือปัญหาให้กับตัวเอง  ผิดต้องรีบแก้  บางคนไม่ใส่ใจในส่วนนี้เลยด้วยซ้ำ เวลาที่พูดอะไรออกไปผิดๆ กลับเลือกที่จะปล่อยปละละเลยเหมือนกับพูดออกไปแล้วก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ต้องเข้าสังคมต้องพบเจอกับคนเยอะๆโดยเฉพาะกลุ่มสังคมการทำงาน เมื่อไหร่ก็ตามที่พูดผิด สำคัญมากว่าต้องรีบแก้สิ่งที่ผิดพลาดไปแล้วโดยทันที ถึงแม้ว่าบางครั้งจะไม่สามารถทดแทนความรู้สึกกลับมาได้ แต่ก็ยังช่วยแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและรู้จักว่าอะไรไม่ควร  จับจังหวะต้องเป็น  สำคัญกว่าเรื่องอื่นๆคงเป็นเรื่องของการจับจังหวะการพูดให้เหมาะสม ถ้าหากไม่ใช่กลุ่มเพื่อนสนิทจริงๆก็ไม่สามารถที่จะพูดแทรกขึ้นไปได้ เพราะเป็นหนึ่งในมารยาททางสังคมยิ่งเข้าเวลาหัวหน้างานหรือผู้อาวุโสพูดอยู่หากมีข้อสงสัยหรืออยากจะคุยเล่นก็อาจจะต้องรอให้พูดจบก่อนถึงจะพูดแทรกขึ้นไปได้  ดูแล้วอาจจะเหมือนง่ายแต่บอกว่าช่วยลักษณะนิสัยที่กลายเป็นความเคยชินของแต่ละคน นับว่าเป็นสิ่งที่แตกต่างกัน แต่ถ้าหากว่าจำเป็นต้องเข้าสังคมรู้จักเลือกใช้คำพูดให้เหมาะสมก็คงจะเป็นอาวุธลับที่ดีกว่า  เพราะบางสถานการณ์ถ้ารู้จักเลือกใช้คำพูดก็จะจัดการสถานการณ์นี้เอาไว้ได้อยู่หมัด


เริ่มวันใหม่ เข้าสู่สังคมทำงานแบบมืออาชีพ

0 Comments
การเข้าสู่สังคมทำงานแบบมืออาชีพ

            ถ้าจะถามว่าการเริ่มใช้ชีวิตจริงๆเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เด็กหลายคนคงตอบว่าคงเป็นช่วงวัยที่มีโอกาสได้ทำงานหรือที่เรียกว่าเป็นวัยทำงานแบบเต็มตัว  แต่แน่นอนว่าบางคนแทบจะไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานมาเลยด้วยซ้ำ แล้วก็ไม่มีโอกาสได้ปรึกษากับผู้ใหญ่ด้วยซ้ำไปเพราะในบางกรณีหลายคนก็ไร้ที่พึ่งพิง เพราะฉะนั้นแล้วการเริ่มต้นทำงานหรือการเริ่มเข้าสู่ชีวิตวัยทำงาน อย่างน้อยฉันได้เรียนรู้เทคนิคเพื่อการป้องกันตัว และช่วยให้สามารถเข้าสู่สังคมการทำงานได้แบบที่ไม่มีปัญหาตามมาภายหลัง จริงๆสิ่งเหล่านี้ก็มีวิธีอยู่เหมือนกัน เช่น ไม่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว              เด็กจบใหม่หลายคนมักมีปัญหาตรงที่ว่าตัวเองเริ่มมีความมั่นใจว่าเรียนจบแล้วมีความรู้ความสามารถเพียงพอ เวลาเข้าไปทำงานจนรู้สึกว่าตัวเองมีไฟอยากที่จะนำความรู้มาใช้แบบที่ใครหลายคนกล่าวว่าร้อนวิชา แต่เอาเข้าจริงแล้วนี่กลับกลายเป็นพฤติกรรมต้องห้ามสำหรับเด็กจบใหม่ที่ไม่ควรทำในการเข้าทำงานหรือเข้าสู่ช่วงวัยการทำงาน เพราะการทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วนั้นเป็นเหมือนกันปวดไม่รับการเรียนรู้จากใครทั้งนั้นแม้แต่หัวหน้างาน  สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบระยะยาวต่อการที่จะได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่ในที่ทำงาน และที่สำคัญบางเรื่องที่รู้อาจจะรู้ไม่จริงและรู้มาแบบไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นแล้วการเลี่ยงการทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วจะลดความเสี่ยงได้ดีที่สุดและปลอดภัย  จัดเวลาให้เป็น              เมื่อไหร่ก็ตามที่เข้าสู่วัยทำงานแล้วควรที่จะต้องจัดเวลาให้เป็น หลายคนอาจจะมองว่าในช่วงชีวิตมหาลัยเป็นสิ่งที่เป็นช่วงเวลายืดหยุ่น แต่เมื่อเข้าสู่วัยทำงานการผิดพลาดหรือการที่ผิดไม่เป็นไปอย่างแขนเพียงแค่นิดเดียว สิ่งเหล่านี้กลับสามารถส่งผลกระทบได้ต่อเรื่องของการทำงาน อย่างเช่นงานล็อตที่ 1 ไม่ได้มีการวางแผนเอาไว้เมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้นก็อาจจะต้องไปกินเวลาของงานล็อตที่ 2 แน่นอนว่าปัญหานี้กลายเป็นห่วงโซ่แบบที่แก้ได้ยาก เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้การทำงานนั้นไม่เป็นมืออาชีพ และอาจจะมีผลกระทบในวงกว้างต่อบุคคลที่มีความเกี่ยวข้อง  อย่าหยิ่งกับทุกคน              การหยิ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ถูกตัดคะแนนออกไปแล้ว 50% ในความเข้าใจของคนที่มักจะมีความมั่นใจรวมถึงความที่คิดว่าตัวเองมีความสามารถมากกว่า แต่ในบางครั้งอาจจะเกิดข้อผิดพลาดหรือความผิดพลาดจนต้องการความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง ดังนั้นสิ่งที่ต้องห้ามคือไม่ควรที่จะหยิ่งกับทุกๆคนที่อยู่รอบข้าง พยายามสร้างมนุษยสัมพันธ์เอาไว้ดีที่สุด              นับว่าทั้งหมดที่กล่าวไปล้วนแล้วแต่เป็นข้อห้ามที่ไม่ควรทำจริงๆ เพราะถ้าเผลอทำขึ้นมารับประกันว่าชีวิตการทำงานวันแรกอาจจะจบเห่แบบไม่รู้ตัว